ประวัติของฉัน

ประวัติของฉัน

นางสาวมณีจรรย์  หนูเนื่อง

 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3

โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง

e-mail: manechan_34@hotmail.com


Leave a comment »

พระเจ้าตาก_V.animation.flv

Leave a comment »

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. 2310 – 2325

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
ความสัมพันธ์กับจีน
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการค้าขายกับจีน ในสมัยกรุงธนบุรี ปรากฎว่ามีสำเภาของพ่อค้าจีน เข้ามาติดต่อค้าขายตลอดรัชกาลและทางไทยก็ได้เอาใจใส่ในการทะนุบำรุงการค้าขายทางเรือนี้อย่างมาก สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งสำเภาหลวงออกไปทำการติดต่อค้าขายกับเมืองจีนอยู่เสมอ จึงบับว่าจีนเป็นชาติที่สำคัญที่สุดที่เราติดต่อทางการค้าด้วย ในสมัยกรุงธนบุรี
ในปี พ.ศ. 2324 สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ได้ทรงส่งคณะทูตชุดหนึ่ง มีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เป็นหัวหน้าคณะออกไปเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีน ในแผ่นดินพระเจ้าเกาจงสุนฮ่องเต้ ( พระเจ้ากรุงต้าฉิ่ง ) ณ กรุงปักกิ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อขอให้ทางจีนอำนวยความสะดวก ให้แก่ไทยในการจัดแต่งสำเภาหลวง บรรทุกสินค้าออกไปค้าขายที่เมืองจีนต่อไป โดยขอให้ยกเว้นค่าจังกอบและขอซื้อสิ่งของบางอย่าง เช่น อิฐ เพื่อนำมาใช้ในการสร้างพระนคร กับขอให้ทางจีนช่วยหาต้นหนสำเภา สำหรับจะแต่งเรือออกไปซื้อทองแดงที่ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาใช้สร้างพระนครเช่นเดียวกัน ปรากฎว่าคณะทูตไทยที่ออกไปเจริญทางพระราชไมตรี กับพระเจ้ากรุงจีนครั้งนี้คุมเรือสำเภาบรรทุกสินค้าออกไปด้วยถึง 11 ลำ
ในพระราชสาส์น ที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีไปยังพระเจ้ากรุงต้าฉิ่ง ในครั้งนั้นปรากฎในจดหมายเหตุจีนว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงออกพระนามของพระองค์เองเป็นภาษาจีนว่า “แต้เจียว” มีคำเต็มว่า เสี้ยมหลอก๊กเจียงแต้เจียว
      ความสัมพันธ์กับโปรตุเกส
การค้าขายกับโปรตุเกส ปรากฎในจดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาอยู่ในกรุงธนบุรีครั้งนั้น มีความตอนหนึ่งว่า เมื่อเดือนกันยายน  พ.ศ. 2322 มีเรือแขกมัวร์จากเมืองสุรัต ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส เข้ามาค้าขาย ณ กรุงธนบุรีด้วยและว่า ที่ภูเก็ตเวลานั้นมีพวกโปรตุเกสครึ่งชาติอยู่ 2-3 คน อยู่ในความปกครองของบาทหลวงฟรังซิสแกงของโปรตุเกส จึงแสดงว่า ในสมัยกรุงธนบุรีนั้นเราได้มีการติดต่อค้าขายสมาคมกับชาวโปรตุเกสอยู่บ้าง โดยทางเราได้เคยส่งสำเภาหลวงออกไปค้าขายยังประเทศอินเดียจนถึงเขตเมืองกัว เมืองสุรัต อันเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสอยู่ในครั้งนั้นด้วยเหมือนกัน แต่ทว่าในตอนนั้นยังมิได้ถึงกับมีการส่งทูตเข้ามาหรือออกไปเจริญทางพระราชไมตรีอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด
       ความสัมพันธ์กับอังกฤษ
ในตอนปลายสมัยกรุงธนบุรี บรรดาฝรั่งชาติต่าง ๆ ที่เดินทางเข้ามาค้ายขายในเอเชีย มีการแย่งชิงอำนาจกัน ทางการค้าเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้ อังกฤษจึงมีความประสงค์ที่จะได้สถานที่ตั้งสำหรับทำการค้าขาย แข่งกับพวกฮอลันดา ทางด้านแหลมมลายูสักแห่งหนึ่ง อังกฤษเห็นว่าเกาะหมาก (ปีนัง) มีความเหมาะสม จึงได้พยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมกับพระยาไทรบุรี ผู้มีอำนาจปกครองเกาะนี้อยู่เพื่อจะขอเช่า ในปี พ.ศ. 2319 กะปิตันเหล็ก (ฟรานซิสไลท์) เจ้าเมืองเกาะหมาก ได้ส่งปืนนกสับเข้ามาถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน จำนวน 1,400 กระบอก พร้อมด้วยสิ่งของเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ
       ความสัมพันธ์กับพม่า
ส่วนใหญ่ไทยกับพม่าจะทำสงครามกันเกือบตลอดรัชกาลในสมัยกรุงธนบุรีดังนี้
พ.ศ. 2310    รบกับพม่าค่ายโพธิ์สามต้นพระเจ้าตากสิน กอบกู้เอกราช
พ.ศ. 2310    รบกับพม่าในศึกบางกุ้ง สมุทรสงคราม ไทยเป็นฝ่ายชนะ
พ.ศ. 2314    ไทยยกทัพไปตีพม่า ที่เชียงใหม่ครั้งที่ 1 แต่ไม่สามารถตีได้
พ.ศ. 2315    พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ 1 กองทัพพม่าจากเชียงใหม่ยกมาตีเมืองพิชัย เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ยกทัพไปช่วย พม่าเป็นฝ่ายแพ้
พ.ศ. 2316    พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ 2 เกิดวีรกรรมของพระยาพิชัยดาบหัก พม่าแพ้สงคราม
พ.ศ. 2317    ไทยตีเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ได้หัวเมืองลานนาเป็นเมืองขึ้นของไทยทั้งหมด พม่าหนีจากเชียงใหม่ไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองเชียงแสน
พ.ศ. 2317    ไทยรบพม่า (ศึกบางแก้ว ) ราชบุรี ไทยเป็นฝ่ายชนะ
พ.ศ. 2318    พม่า ให้โปสุพลาและโปมะยุง่วนตีเชียงใหม่คืนแต่ไม่สำเร็จ
พ.ศ. 2318    เกิดศึกอะแซหวุ่นกี้ ศึกหนักที่สุดในสมัยกรุงธนบุรี ไทยต้องยอมทิ้งเมืองพิษณุโลก
พ.ศ. 2319    สงครามป้องกันเมืองเชียงใหม่ โดยพระเจ้าจิงกูจา กษัตริย์พม่าส่งกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่
พระยาวิเชียรปราการ (เจ้าเมืองเชียงใหม่)ทิ้งเมืองหนีมากรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรด ให้เจ้าพระยาสุรสีห์ฯยกทัพไปสมทบกับพระยากาวิละ เจ้าเมืองลำปาง ตีเชียงใหม่กลับคืนมาได้ แต่ไทยทิ้งเชียงใหม่เป็นเมืองร้าง นาน 15 ปี
       ความสัมพันธ์กับลาว
          พ.ศ. 2319    ไทยตีเมืองจำปาศักดิ์
สาเหตุเพราะเจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของนครราชสีมาเอาใจออกห่าง โดยเอาเมืองนางรองไปขึ้นกับ เจ้าโอ แห่งเมืองจำปาศักดิ์ พระเจ้าตากสิน ถือว่าเป็นการนำดินแดนของไทยไปให้กับลาว จึงโปรดให้เจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง) เป็นแม่ทัพยกไปปราบ เจ้าพระยาจักรีทราบว่า เจ้าโอแห่งนครจำปาศักดิ์ เตรียมยกทัพมาช่วยเหลือเมืองนางรอง จึงขอกองทัพหลวงมาช่วย พระเจ้าตากสิน โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพไปช่วย สามารถตีเมืองจำปาศักดิ์ได้ เจ้าโอสู้ไม่ได้หนีไปอยู่เมืองสีทันดร ส่วนเจ้าอิน อุปราชหนีไปอยู่เมืองอัตปือ ไทยสามารถจับตัวได้ทั้งสองคนแล้วประหารชีวิตเสีย จากชัยชนะในครั้งนี้ทำให้ไทยได้ดินแดนเพิ่มขึ้นอีกหลายเมือง อาทิ เมืองนางรอง เขมรป่าดง (แถบเมืองสุรินทร์ สังขะ ขุขันธ์) และเมืองจำปาศักดิ์ พระเจ้าตากสินจึงโปรดให้เจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง) เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมา ทุกนคราระอาเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์
          พ.ศ. 2321    ไทยตีเมืองเวียงจันทน์
สาเหตุมาจากเสนาบดีเมืองเวียงจันทน์ชื่อพระวอ ทะเลาะกับเจ้าสิริบุญสาร เจ้าเมืองเวียงจันทน์ พระวอสู้ไม่ได้จึงหนีมาอยู่ที่เมืองจำปาศักดิ์ ภายหลังได้เข้ามาอยู่ ณ ตำบลดอนมดแดง เมืองอุบลราชธานี และขอสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสิน เมื่อเจ้าสิริบุญสารทราบข่าว ได้สั่งให้พระยาสุโพ มาจับพระวอฆ่าเสีย พระเจ้าตากสินเห็นว่า ลาวได้ละเมิดอธิปไตยของไทย จึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ และเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ ขณะที่ไทยล้อมเมืองเวียงจันทน์อยู เจ้าร่มขาว แห่งหลวงพระบางได้มาสวามิภักดิ์ ช่วยไทยตีเมืองเวียงจันทน์นาน 4 เดือนจึงสำเร็จ ไทยจึงได้เมืองเวียงจ้นทน์และหลวงพระบาง เป็นประเทศราช เสร็จจากสงครามในครั้งนี้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) หรือวัดพระแก้วในสมัยกรุงธนบุรี
       ความสัมพันธ์กับเขมร
พ.ศ. 2312
            เมื่อพระเจ้าตากสินสามารถกอบกู้เอกราชได้แล้ว หลังจากปราบชุมนุมเจ้าพิมายได้แล้ว พระเจ้าตากสินได้ทรงแจ้งให้ทางเขมรกลับมาสวามิภักดิ์ตามเดิมแต่เขมรปฏิเสธ พระเจ้าตากสินจึงโปรดให้ พระยาอภัยรณฤทธิ์(ทองด้วง) กับ พระยาอนุชิตราชา(บุญมา) เป็นแม่ทัพไปตีเขมร สามารถตีได้เมืองเสียมราฐและพระตะบองสองเมือง ก็ยกทัพกลับเพราะได้ทราบข่าวว่าพระเจ้าตากสินสวรรคต ณ เมืองนครศรีธรรมราช แต่เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น
          พ.ศ. 2314
          เนื่องจากเขมรชอบซ้ำเติมไทย เมื่อไทยมีศึกสงครามทางด้านอื่นเขมรถือโอกาสยกทัพมาตีเมืองตราดและจันทบุรี แต่ไทยสามารถป้องกันไว้ได้ หลังจากไทยเสร็จศึกจากเชียงใหม่ พ.ศ. 2314 พระเจ้าตากสิน ทรงไม่พอพระทัย เขมรเป็นอย่างมาก จึงโปรดให้เจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง)เป็นแม่ทัพบก ส่วนกองทัพเรือ โปรดให้พระยาโกษาธิบดีเป็นทัพหน้า พระองค์เองเป็นทัพหลวงยกไปตีเขมรตีได้หลายเมืองรวมทั้ง เมืองบันทายเพชร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขมรในเวลานั้น ในที่สุดเขมรก็ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงธนบุรี ไทยแต่งตั้งให้นักองนนท์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระรามราชาครองกรุงกัมพูชา โปรดให้ นักองธรรม เป็น อุปราช และแต่งตั้งนักองตน เป็น อุปโยราชหลังจากที่กลับมาสวามิภักดิ์ต่อไทยซึ่งแต่เดิม นักองตนเป็นกษัตริย์ครองกรุงกัมพูชามีพระนามว่า สมเด็จพระนารายณ์ราชา แต่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนักองนนท์ นักองตน (สมเด็จพระนารายณ์ราชา) ไปขอกำลังจากญวนมาช่วย นักองนนท์สู้ไม่ได้จึงหนีมาไทย เมื่อไทยตีเขมรได้จึงแจ่งตั้ง นักองนนท์ขึ้นเป็นกษัตริย์ นามว่า สมเด็จพระรามราชา
          พ.ศ. 2324
          ตอนปลายรัชกาล ในปี พ.ศ. 2323 เขมรเกิดจลาจล นักองธรรม พระมหาอุปราช ถูกลอบฆ่า และ นักองตน พระมหาอุปโยราช ก็สิ้นชีพอีก บรรดาขุนนางของเขมรที่เป็นพรรคพวกของ นักองตน เข้าใจว่า การตายของนักองธรรมและนักองตน ผู้บงการให้ฆ่าคือสมเด็จพระรามราชา ขุนนางเขมรจึงก่อการกบฏขึ้น โดยจับสมเด็จพระรามราชา ถ่วงน้ำ แล้วอัญเชิญให้ นักองเอง โอรสของ นักองตน (สมเด็จพระนารายณ์ราชา ) ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 4 พรรษาขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยมีฟ้าทะละหะ(มู) ขุนนางผู้ใหญ่เป็นผู้สำเร็จราชการ โดยฟ้าทะละ(มู) ผู้นี้ฝักใฝ่ญวน ด้วยหวังพึ่งอิทธิพลของญวน สนับสนุนให้ตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงกัมพูชาต่อไปสมเด็จพระเจ้าตากสิน เห็นว่าถ้าปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไป ไทยจะต้องสูญเสียเขมรไป ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงโปรดให้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช เป็นทัพหน้า และ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์เป็นกองหนุน ยกไปตีเขมร ถ้าตีได้ ทรงมีรับสั่ง สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ให้สถาปนา เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ เป็นกษัตริย์ครองกรุงกัมพูชาต่อไป แต่เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสียก่อนอันเนื่องมาจากพระยาสรรค์เป็นกบฏ ไทยจึงไม่สามารถตีเขมรได้ ต้องยกทัพกลับมา ปราบยุกเข็ญในกรุงธนบุรีเสียก่อน เมื่อกลับมาถึงกรุงธนบุรี 6 เมษายน 2325 ได้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสิน และเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ็ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เป็นอันสิ้นสุดสมัยกรุงธนบุรี

Leave a comment »

กวีวรรณกรรมในสมัยกรุงธนบุรี

 

สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. 2310 – 2325
กวีและวรรณกรรมในสมัยกรุงธนบุรี
ความหมายของวรรณคดี คำว่า วรรณคดี ตามรูปศัพท์ มีคำรวมกันอยู่สองคำคือ วรรณ และ คดี คำว่า วรรณ แปลว่า หนังสือ สี ผิว เพศ ชนิด ตัวอักษรส่วนคำว่า คดีในภาษาบาลี แปลว่า เรื่อง ความ รวมคำว่า วรรณคดี แปลตามอักษรว่าทางหนังสือ แต่ไม่รวมถึงหนังสือตำราวิชาการ หรือตำราอื่น ๆ ความหมายของวรรณคดี ต่อไปนี้หมายถึง บทประพันธ์อันประกอบด้วยศิลปะแห่งการนิพนธ์และมีเนื้อเรื่องอันมีอำนาจดลใจให้เกิดความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ต่าง ๆ มิใช่เป็นเรื่องที่ให้ความรู้อย่างเดียว

 

กวีวรรณกรรมในสมัยกรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้าตากสิน
บทละครเรื่องรามเกียรติ์
หลวงสรวิชิต ( หน )
ลิลิตเพชรมงกุฎ
อิเหนาคำฉันท์
นายสวน มหาดเล็ก
โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระยามหานุภาพ
นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน ( นิราศกวางตุ้ง )
พระภิกษุอิน เมืองนครศรีธรรมราช
คำฉันท์กฤษณาสอนน้อง

 

 


Leave a comment »

ชนชั้นทางสังคมในสมัยกรุงธนบุรี

สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. 2310 – 2325
     ชนชั้นทางสังคมในสมัยกรุงธนบุรียังคงเหมือนกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนี้
–   พระมหากษัตริย์และเจ้านาย
–   ขุนนางหรือข้าราชการ
–   ไพร่หรือราษฎรหรือสามัญชน
–   ทาส
              1. เจ้านาย คือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์ แต่มิได้หมายความว่าผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์ทุกคนจะเป็นเจ้านายหมด ลูกหลานของพระมหากษัตริย์จะถูกลดสกุลยศตามลำดับ และ ภายใน 5 ชั่วคน ลูกหลานของเจ้านายก็จะกลายเป็นสามัญชน ราชสกุลยศจะมีเพียง 5 ชั้นคือ เจ้าฟ้า เป็นชั้นสูงสุด เจ้าฟ้าคือ พระโอรส ธิดาของพระมหากษัตริย์อันประสูติจากอัครมเหสี
พระองค์เจ้า คือ พระโอรส ธิดาของพระมหากษัตริย์อันประสูติแด่พระสนม หรือเป็นพระโอรส ธิดาของเจ้าฟ้า
หม่อมเจ้า คือ พระโอรส ธิดา ของพระองค์เจ้า
หม่อมราชวงศ์ คือ บุตรธิดาของหม่อมเจ้า
หม่อมหลวง คือ บุตรธิดาของหม่อมราชวงศ์
พอถึงชั้นหม่อมราชวงศ์และหม่อมหลวง ก็ถือว่าเป็นสามัญชนแล้วมิได้มีสิทธิพิเศษเช่นเจ้านายชั้นสูงแต่อย่างใด
เพื่อเฉลิมพระเกียรติและตอบแทนเจ้านายที่ได้ทำความดีความชอบในราชการ พระมหากษัตริย์ จะทรงแต่งตั้งเจ้านายนั้น ๆ ให้ทรงกรม ซึ่งมีลำดับขั้นเหมือนกับยศของขุนนางดังนี้
ชั้นสูงสุดคือ กรมพระยา กรมพระ กรมหลวง กรมขุน กรมหมื่น ตามลำดับ
เจ้านายชั้นเจ้าฟ้า ถ้าได้ทรงกรมจะเริ่มตั้งแต่ กรมขุน ขึ้นไป ตั้งแต่พระองค์เจ้าลงมาเมื่อได้ทรงกรม จะต้องเริ่มตั้งแต่ กรมหมื่น
สิทธิพิเศษของเจ้านายคือ เมื่อเกิดมีคดี ศาลอื่น ๆ จะตัดสินไม่ได้นอกจากศาลกรมวัง และจะขายเจ้านายลงเป็นทาสไม่ได้ เจ้านายจะไม่ถูกเกณฑ์แรงงานด้วยประการใด ๆ
2. ขุนนาง หรือ ข้าราชการ ยศของขุนนางเรียงลำดับจากขั้นสูงสุดลงไปดังนี้
–   สมเด็จเจ้าพระยา
–   เจ้าพระยา
–   พระยา
–   พระ
–   หลวง
–   ขุน
–   หมื่น
–   พัน
–   ทนาย
         พระมหากษัตริย์จะพระราชทานยศและเลื่อนยศ ให้ตามความดีความชอบ นอกจากยศแล้วพระมหากษัตริย์ยังพระราชทานราชทินนามต่อท้ายยศให้ขุนนางด้วย ราชทินนามจะเป็นเครื่องบอกหน้าที่ที่ได้ เช่น เจ้าพระยามหาเสนา พระยาจ่าแสนยากร มักจะเป็นขุนนางฝ่ายทหาร เจ้าพระยาจักรี พระยาธรรมา พระยาพลเทพ พระยาพระคลัง เป็นขุนนางฝ่ายพลเรือน สิทธิพิเศษของขุนนางคือไม่โดยเกณฑ์แรงงานและสิทธินี้ครอบคลุมไปถึงผู้เป็นลูกด้วย ขุนนางที่มีศักดินาตั้งแต่ 400 ไร่ขึ้นไป มีสิทธิแต่งตั้งทนายว่าความให้ในศาล ได้เข้าเฝ้า และมีสิทธิ์มีไพร่อยู่ในสังกัดได้
3. ไพร่ หรือ สามัญชน หมายถึง ผู้ชายที่มีอายุ 18 – 60 ปี ชายฉกรรจ์ที่เป็นสามัญชนจะต้องสักเลก เพื่อสังกัดเจ้านายหรือขุนนางคนใดคนหนึ่งซึ่งเรียกว่า มูลนาย หากผู้ใดขัดขืน มิยอมสังกัดมูลนาย หรือไปรายงานตัวเป็นไพร่ จะมีโทษและจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย เช่นไม่มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินทำกิน จะฟ้องร้องใครไม่ได้ ไพร่มี 3 ประเภทดังนี้

3.1 ไพร่สม คือ ชายที่มีอายุ 18 – 20 ปี สังกัดมูลนายที่เป็นเจ้านายและขุนนางเพื่อให้ฝึกหัดใช้งาน
3.2 ไพร่หลวง คือ ชายที่มีอายุ 20 – 60 ปี มีหน้าที่รับราชการแผ่นดิน ตามการเกณฑ์แรงงานตามสมัยแต่ถ้ามีลูกเข้าเกณฑ์แรงงานแทนตนถึง 3 คน ก็จะไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานให้ปลดออกจากราชการได้ก่อนอายุ 60 ปี
3.3 ไพร่ส่วย คือ ชายที่มีอายุ 20 – 60 ปี ที่ไม่ประสงค์เข้ารับราชการ โดนเกณฑ์แรงงาน รัฐบาลอนุญาตให้นำเงินหรือสิ่งของมาชำระแทนแรงงานได้ เรียกเงินหรือสิ่งของที่ใช้แทนแรงงานว่า ส่วย หรือเงินค่าราชการ
      4. ทาส มีอยู่ 7 ประเภทดังนี้
4.1 ทาสสินไถ่ คือ ทาสที่ขายตัวเองหรือถูกผู้อื่นขายให้แก่นายเงินต้องทำงานจนกว่าจะหาเงินมาไถ่ค่าตัวได้ จึงจะหลุดพ้นเป็นไท
4.2 ทาสในเรือนเบี้ย คือ ลูกของทาสที่เกิดมาในเวลาที่พ่อ แม่กำลังเป็นทาสอยู่
4.3 ทาสได้มาแต่บิดามารดา คือ ลูกทาสที่ได้จากพ่อหรือแม่ของเด็กที่เป็นทาส
4.4 ทาสท่านให้ คือ ทาสที่เดิมเป็นของผู้หนึ่งแล้วถูกยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของอีกผู้หนึ่ง
4.5 ทาสที่ช่วยมาจากทัณฑโทษ คือ ผู้ที่ถูกต้องโทษต้องเสียค่าปรับแต่ไม่มีเงินให้ แล้วมีนายเงินเอาเงิน
มาใช้แทนให้ ผู้ต้องโทษก็ต้องเป็นทาสของนายเงิน
4.6 ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย คือ ในเวลามีภัยธรรมชาติทำให้ข้าวยากหมากแพง ไพร่บางคน อดอยากไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ต้องอาศัยมูลนายกิน ในที่สุดก็ต้องยอมเป็นทาสของมูลนายนั้น
4.7 ทาสเชลยคือ ทาสที่ได้มาจากการรบทัพจับศึกหรือการทำสงคราม เมื่อได้ชัยชนะจะต้อน ผู้แพ้สงครามมาเป็นทา

 

Leave a comment »

การปกครองสมัยกรุงธนบุรี

การปกครองสมัยกรุงธนบุรี
การปกครองในสมัยกรุงธนบุรียังคงมีรูปแบบเหมือนกับสมัยอยุธยาตอนปลาย พอสรุปได้ดังนี้
การปกครองส่วนกลาง หรือ การปกครองในราชธานีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดเปรียบเสมือนสมมุติเทพ มีเจ้าฟ้าอินทรพิทักษ์ดำรงดำแหน่งพระมหาอุปราช มีตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหารหรือสมุหพระกลาโหม มียศเป็นเจ้าพระยามหาเสนา และอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือนหรือสมุหนายก(มหาไทย) มียศเป็นเจ้าพระยาจักรี เป็นหัวหน้าบังคับบัญชาเสนาบดีจตุสดมภ์ 4 กรมได้แก่
1. กรมเมือง (นครบาล)        มีพระยายมราชเป็นผู้บังคับบัญชา ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปกครองภายในเขตราชธานี การบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรและการปราบโจรผู้ร้าย
2. กรมวัง (ธรรมาธิกรณ์)      มีพระยาธรรมาเป็นผู้บังคับบัญชาทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการภายในราชสำนักและพิพากษาอรรถคดี
3. กรมพระคลัง (โกษาธิบดี)  มีพระยาโกษาธดีเป็นผู้บังคับบัญชาทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับจ่ายเงินของแผ่นดิน และติดต่อ ทำการค้ากับต่างประเทศ
4. กรมนา (เกษตราธิการ)     มีพระยาพลเทพเป็นผู้บังคับบัญชาทำหน้าที่เกี่ยวกับเรือกสวนไร่นาและเสบียงอาหารตลอดจน ดูแลที่นาหลวง เก็บภาษีค่านา เก็บข้าวขึ้นฉางหลวงและพิจารณาคดีความเกี่ยวกับเรื่องโค กระบือ และที่นา
การปกครองส่วนภูมิภาค หรือ การปกครองหัวเมือง
การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช
         หัวเมืองชั้นใน จัดเป็นเมืองระดับชั้นจัตวา มีขุนนางชั้นผู้น้อยเป็นผู้ดูแลเมือง ไม่มีเจ้าเมือง ผู้ปกครองเมืองเรียกว่า ผู้รั้ง หรือ จ่าเมือง อำนาจในการปกครองขึ้นอยู่กับเสนาบดีจัตุสดมภ์ หัวเมืองชั้นในสมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ พระประแดง นนทบุรี สามโคก(ปทุมธานี)
หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานคร เป็นเมืองที่อยู่นอกเขตราชธานีออกไป กำหนดฐานะเป็นเมืองระดับชั้น เอก โท ตรี จัตวา ตามลำดับ หัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นอยู่กับอัครมหาเสนาบดีฝ่ายสมุหนายก ส่วนหัวเมืองฝ่ายใต้และหัวเมืองชายทะเลภาคตะวันออก ขึ้นอยู่กับกรมท่า(กรมพระคลัง) ถ้าเป็นเมืองชั้นเอก พระมหากษัตริย์ จะส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ออกไปเป็นเจ้าเมือง ทำหน้าที่ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณ
หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นเอก ได้แก่ พิษณุโลก จันทบูรณ์
   หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นโท   ได้แก่ สวรรคโลก ระยอง เพชรบูรณ์
         หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นตรี   ได้แก่ พิจิตร นครสวรรค์
หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นจัตวาได้แก่ ไชยบาดาล ชลบุรี
          หัวเมืองประเทศราช  เป็นเมืองต่างชาติต่างภาษาที่อยู่ห่างไกลออกไปติดชายแดนประเทศอื่น มีกษัตริย์ปกครอง แต่ต้องได้รับการแต่งตั้งจากกรุงธนบุรี ประเทศเหล่านั้น ประมุขของแต่ละประเทศจัดการปกครองกันเอง แต่ต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองและเครื่องราชบรรณาการมาให้ตามที่กำหนด
          หัวเมืองประเทศราช ในสมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ เชียงใหม่ (ล้านนาไทย) ลาว (หลวงพระบาง,เวียงจันทน์, จำปาศักดิ์) กัมพูชา (เขมร) และนครศรีธรรมราช


Leave a comment »

ชุมนุม 5 ชุมนุม ในสมัยกรุงธนบุรี

ชุมนุม 5 ชุมนุม ในสมัยกรุงธนบุรี มีดังนี้

1. เมืองพระฝาง คือกลุ่มชาวบ้านที่มีหัวหน้าชื่อ เรือน ซึ่งในอดีตเป็นพระภิกษุ ชั้นราชาคณะ ของ เมืองเหนือ เรียกว่า สังฆราชเรือน ได้สึกออกมาและรวบรวมผู้คนซ่องสุมกำลังป้องกันตนเอง อยู่ที่เมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองชายแดนเหนือสุดตามลำแม่น้ำน่านของกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองที่มีพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งเมืองฝางยังเป็นดินแดนของแคว้นสุโขทัย ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลผาจุก อำเภอเมือง
จังหวัดอุตรดิตถ์
2. เมืองพิษณุโลก ซึ่งเคยเป็นหัวเมืองทางเหนือที่สำคัญของอยุธยา และเคยเป็นเมืองสำคัญของสุโขทัย มาก่อน เจ้าเมืองพิษณุโลก ( เรือง ) ได้สถาปนาตนขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และรวบรวมบ้านเมืองที่เคยเป็นเมืองทางเหนือ ของอยุธยาไว้ด้วยกันแต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ จึงมีอำนาจอยู่เฉพาะที่เมืองพิษณุโลกเท่านั้น
3. เมืองพิมาย มีเจ้าพิมายรวบรวมผู้คนในละแวกเมืองพิมาย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้คนมาก เนื่องจากเป็น ดินแดนของการตั้งรกรากที่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม และเป็นบ้านเมืองที่เจริญมาตั้งแต่ราชอาราจักรขอมกัมพูชา กรมหมื่นเทพพิพิธ เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของราชสำนักอยุธยาได้หนีมาอยู่กับเจ้าพิมายด้วย แต่อำนาจทั้งหลายยังคงอยู่ที่เจ้าพิมายซึ่งมีฐานกำลังของคนพื้นเมืองพวกเดียวกัน
4. เมืองนครศรีธรรมราช เมืองใหญ่บนดินแดนแหลมมลายูของราชอาณาจักรอยุธยาเดิมและเคยเป็นเมืองสำคัญแต่โบราณ ที่ถูกอยุธยาผนวกดินแดนไว้ตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ปลัดเมืองนครศรีธรรมราชชื่อหนูตั้งตัวเป็นใหญ่
หัวเมืองอื่นๆ ตั้งแต่ใต้เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป อาทิเช่นเมืองสงขลา เมืองพัทลุง ต่างก็ยอมรับอำนาจของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ( หนู ) แต่โดยดี
5. เมืองจันทบุรี ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตการรุกรานของกองทัพพม่าที่เข้ามาทำสงครามครั้งนี้ หัวหน้าคือพระยาตาก ( สิน ) ซึ่งต่อมาคือพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าพระเจ้าตากสินมหาราช ขุนนางหัวเมืองเหนือของกรุงศรีอยุธยาที่ถูกเรียกมาช่วยป้องกัน พระนครศรีอยุธยา ได้นำทหารหัวเมืองที่ติดตามมาด้วยกันประมาณ 500 กว่าคน ตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าที่ปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาออกมาได้ และมาตั้งมั่นรวบรวมผู้คนจากบ้านเมืองแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกตั้งแต่ระยองลงไป

 

Leave a comment »